ต้นทุนของใช้โรงแรมต่อห้องคำนวณอย่างไร? แยกค่า Amenity ผ้า อุปกรณ์ และต้นทุนใช้จริงให้ถูก

คำนวณต้นทุนของใช้โรงแรมต่อห้องจาก Actual Consumption

ต้นทุนของใช้โรงแรมต่อห้องไม่มีตัวเลขมาตรฐานเดียวที่นำไปใช้ได้กับทุกโรงแรม เพราะต้นทุนจริงขึ้นอยู่กับ Room Standard, Room Type, จำนวนผู้เข้าพัก รายการที่จัดเตรียมในห้อง Allocation Basis ของแต่ละสินค้า ตลอดจนวิธีเติม เปลี่ยน ซัก หรือเปลี่ยนทดแทน โรงแรมที่วาง Amenity เหมือนกันในภาพอาจมีต้นทุนต่อ Occupied Room ต่างกันได้ หาก Usage Rate, Room Mix, Laundry Cost หรือ Replacement ต่างกัน ดังนั้นการคำนวณควรเริ่มจากข้อมูลการใช้จริง ไม่ใช่การนำราคาของใช้ทั้งหมดในห้องมาบวกกันแล้วหารด้วยจำนวนห้อง

ในงานโรงแรม Cost per Occupied Room หรือ CPOR เป็น Metric ที่ใช้มองต้นทุนเทียบกับจำนวนห้องที่ถูกใช้งานในช่วงเวลาเดียวกัน โดยแหล่งข้อมูลด้าน Hotel Operations อธิบายโครงสร้างพื้นฐานว่า CPOR คำนวณจากต้นทุนดำเนินงานในช่วงเวลาที่กำหนดหารด้วยจำนวน Occupied Rooms หรือ Rooms Sold ในช่วงเดียวกัน สำหรับบทความนี้จะนำแนวคิดดังกล่าวมาใช้เฉพาะกับ Room Supply Cost เช่น Amenity, Refill, Textile, Laundry และ Replacement จึงไม่ควรนำผลลัพธ์ไปตีความว่าเป็น CPOR ทั้งหมดของโรงแรมที่รวม Labor, Utilities หรือค่าใช้จ่ายอื่นด้วย

ฝ่ายจัดซื้อสามารถเริ่มสร้าง Room Cost Sheet จาก หมวดสินค้าโรงแรมของ Aqua Hotel Supply ซึ่งปัจจุบันมีหมวดของใช้ในห้องน้ำ ผ้าขนหนู ชุดคลุมอาบน้ำ สลิปเปอร์ ขวดปั๊ม กล่องทิชชู่ กาต้มน้ำ และถังขยะ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจาก Supplier ใช้เพื่อหา Product Specification และ Landed Unit Cost เท่านั้น การสรุปต้นทุนของใช้ต่อห้องยังต้องมี Room Set List, Actual Consumption, Laundry, Loss, Damage และ Occupied Room Data ของโรงแรมจริง

ต้นทุนของใช้โรงแรมต่อห้องคิดอย่างไร?

ให้แยกของใช้เป็น Consumable, Refill, Textile, Reusable Equipment และ Replacement ก่อน สำหรับ Consumable สามารถคำนวณเชิงบริหารจาก มูลค่าสินค้าที่ใช้จริงในช่วงเวลา ÷ จำนวน Occupied Rooms ในช่วงเวลาเดียวกัน ส่วนผ้าและอุปกรณ์ใช้ซ้ำต้องคำนวณต้นทุนต่อครั้งใช้หรือ Replacement แยก ไม่ควรนำราคาซื้อเต็มชิ้นมาคิดทุกครั้งที่มีผู้เข้าพัก

ต้นทุนของใช้โรงแรมต่อห้องมีอะไรบ้าง และทำไมไม่ควรคิดจากราคาซื้ออย่างเดียว

ต้นทุนของใช้ในห้องควรแยกอย่างน้อยเป็น Opening Cost กับ Ongoing Operating Cost ก่อน Opening Cost คือเงินที่ใช้จัดเตรียม Stock และอุปกรณ์ในช่วงเริ่มต้น เช่น ซื้อผ้า ขวดปั๊ม กล่องทิชชู่หรือกาต้มน้ำเข้าห้อง ส่วน Operating Cost คือค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการใช้ เติม ซัก ชำรุด สูญหายหรือเปลี่ยนทดแทนหลังเริ่มดำเนินงาน การนำ Opening Purchase ทั้งหมดมาหาร Occupied Rooms ของเดือนแรกจึงอาจทำให้ต้นทุนการดำเนินงานของเดือนนั้นดูสูงเกินการใช้จริง

กลุ่ม Consumable เช่น Amenity แบบ Individual Pack ควรดู Actual Quantity Used และ Landed Unit Cost ส่วนผลิตภัณฑ์ Refill ต้องวัดมูลค่าผลิตภัณฑ์ที่ถูกเติมหรือใช้จริง โดยแยกออกจากราคาตัวขวดปั๊มและอุปกรณ์ติดตั้ง ขณะที่ Textile เช่น ผ้าเช็ดตัว ผ้าเช็ดมือ ผ้าเช็ดเท้าและชุดคลุมอาบน้ำต้องหมุนเวียนผ่านการซัก จึงควรดู Purchase Cost, Laundry, Drying, Repair, Loss และจำนวนครั้งใช้งานจริง ไม่ใช่ใส่ราคาซื้อทั้งผืนเข้า Cost per Room ทุกครั้ง

กลุ่ม Reusable Equipment เช่น กล่องทิชชู่ กาต้มน้ำ ถังขยะ หรืออุปกรณ์ประจำห้องอื่นต้องแยก Initial Purchase Cost จาก Replacement และ Maintenance เพราะสินค้าไม่ได้ถูกใช้หมดเมื่อลูกค้า Checkout หนึ่งครั้ง หากโรงแรมต้องการเฉลี่ยราคาซื้อเป็นต้นทุนต่อ Occupied Room สามารถทำเป็นวิธี Management Allocation ภายในได้ แต่ควรระบุวิธีที่ใช้ให้ชัดและไม่ตีความเป็นหลัก Depreciation ทางบัญชีโดยอัตโนมัติ ส่วนรายการสินค้าและ Specification สำหรับสร้าง Item Cost สามารถสำรวจจากหมวดของ Aqua Hotel Supply ได้ แต่ราคา Pack Size, MOQ และค่าขนส่งต้องตรวจล่าสุดเป็นรายรุ่นก่อนนำไปคำนวณ

Room Set List สำหรับคำนวณต้นทุนของใช้ห้องพักโรงแรม

ก่อนคำนวณ ต้องเตรียม Room Set List, Unit Cost และ Usage Data อะไรบ้าง

เริ่มจากสร้าง Room Set List แยกตาม Room Type เพราะ Standard Room, Deluxe, Suite หรือห้องรูปแบบอื่นอาจมี Product List, Quantity Placed และ Service Rule ต่างกัน แต่ละแถวควรมี Item Code, Product Name, Supplier Code, Unit of Measure, Pack Size, Room Type และ Allocation Basis เช่น Per Room, Per Guest, Per Stay, On Request หรือ Replacement Cycle อย่าใช้ Allocation Basis เดียวกับสินค้าทุกชนิด และอย่านำต้นทุนเฉลี่ยของ Standard Room ไปใช้กับ Suite หากมาตรฐานสินค้าต่างกัน

ต่อมาคือหา Landed Unit Cost โดยแปลงราคาจาก Pack หรือ Carton ให้เป็น Piece, Set, ml หรือหน่วยใช้งานที่ตรงกับ Usage Record ก่อน แล้วรวม Shipping, Tax, Printing, Embroidery, Artwork หรือ Setup ตามความเกี่ยวข้อง การเปรียบเทียบ Supplier ต้องใช้ Unit of Measure เดียวกัน เช่น หาก Supplier หนึ่งเสนอราคาเป็น Carton และอีกรายเสนอเป็น Pack ต้องแปลงให้เป็น Unit Cost เดียวกันก่อน มิฉะนั้นราคาที่ดูต่ำกว่าอาจเกิดจากจำนวนต่อบรรจุภัณฑ์ไม่เท่ากัน

ด้าน Consumption ควรใช้ Store Issue, Housekeeping Record หรือข้อมูลการเติมจริงเมื่อระบบมีความแม่นยำเพียงพอ ไม่ควรใช้ Purchase Quantity แทน Usage โดยอัตโนมัติ เพราะสินค้าที่ซื้ออาจยังอยู่ในคลัง หากต้องอาศัย Stock Movement สามารถเริ่มจากแนวคิด Beginning Stock + Purchases – Ending Stock = Consumption แล้วปรับ Stock Transfer, Return, Damage, Expiry และ Write-off ตามระบบจริง หลักการ Inventory Consumption ลักษณะนี้มีใช้ในงาน Hospitality Cost Control แต่ต้องใช้ Beginning, Purchase และ Ending ของช่วงเวลาเดียวกัน

ตารางคำนวณต้นทุน Amenity ผ้า และอุปกรณ์ต่อห้องแบบแยกประเภท

ของใช้แต่ละกลุ่มต้องใช้ฐานคำนวณต่างกัน เพราะ Amenity ถูกใช้หรือเติม ขณะที่ Textile หมุนเวียนผ่านการซัก และ Equipment สามารถอยู่ในห้องต่อเนื่องหลายรอบ หากใช้สูตรเดียวกับสินค้าทุกประเภท ต้นทุนที่ได้จะไม่สะท้อนรูปแบบ Operation จริง

ตารางนี้เป็น Framework สำหรับ Procurement, Housekeeping, Store, Laundry และ Finance ข้อมูลราคา Usage, Occupied Rooms, Laundry Cost, อายุผ้า Useful Life, Loss หรือ Waste ที่ไม่มี Record ต้องระบุว่า “ข้อมูลที่ต้องค้นเพิ่ม” และเมื่อต้องการ Cost per Occupied Room ต้องใช้ Cost กับ Occupied Rooms จากช่วงเวลาเดียวกันเสมอ

กลุ่มต้นทุน ฐานข้อมูลที่ใช้คำนวณ วิธีคิดที่ควรใช้ ค่าใช้จ่ายที่ต้องรวม ข้อมูลที่ห้ามสมมติ ผลลัพธ์ที่ควรได้
Consumable / Amenity Landed Unit Cost, Actual Quantity Used, Occupied Rooms มูลค่าสินค้าที่ใช้จริง ÷ Occupied Rooms ในช่วงเดียวกัน สินค้า Packaging ขนส่ง ภาษี และ Custom Cost ตามจริง Usage Rate, Quantity per Room, Price Consumable Cost per Occupied Room
Refill Product ราคาผลิตภัณฑ์ต่อหน่วยปริมาตร ปริมาณเติมจริง และ Occupied Rooms มูลค่าผลิตภัณฑ์ที่ถูกใช้หรือเติมจริง ÷ Occupied Rooms Refill Product และ Waste ตามข้อมูลจริง ml ต่อห้อง หรือปริมาณกดต่อครั้ง Refill Cost per Occupied Room
Textile ราคาซื้อ จำนวนครั้งใช้จริง Laundry Cost, Repair, Loss คำนวณ Cost per Use จากประวัติจริง แล้วจัดสรรตามการใช้งาน Purchase, Laundry, Drying, Repair, Loss อายุผ้า จำนวนรอบซัก Textile Cost per Use / per Room
Bathrobe / Rotating Item Purchase Cost, Laundry, Actual Cycle, Damage/Loss ใช้หลักต้นทุนต่อครั้งใช้งานตามประวัติจริง ซัก อบ ซ่อม สูญหาย และเปลี่ยนทดแทน จำนวนครั้งใช้หรือ Life Cycle Cost per Use
Reusable Equipment Purchase, Actual Life, Replacement, Maintenance แยก Initial Cost กับ Replacement / Allocation เพื่อบริหารภายใน Purchase, Maintenance, Spare, Replacement อายุใช้งานหรือค่าเสื่อม Equipment Cost / Replacement Cost
Loss / Damage / Waste Write-off, Damage Record, Expired Stock, Loss Record มูลค่าความเสียหาย ÷ Metric ที่โรงแรมกำหนด สินค้าสูญหาย เสียหาย หมดอายุ และซักซ้ำ Loss Rate / Waste Rate Loss or Waste Cost per Room
Total Room Supply Cost ต้นทุนที่ผ่านการคำนวณจากแต่ละกลุ่ม รวมเฉพาะ Cost Component ที่อยู่ใน Scope เดียวกัน Consumable + Textile + Replacement + Component อื่นตาม Scope ห้ามรวม Opening Purchase ซ้ำกับ Consumption Total Cost per Occupied Room ตาม Scope ที่กำหนด

เมื่อรวมผลแต่ละกลุ่มต้องประกาศ Scope ของ Metric ให้ชัด เช่น “Room Supplies Cost per Occupied Room” หรือ “Amenity Cost per Occupied Room” ไม่ควรเรียกตัวเลขย่อยเหล่านี้ว่า CPOR ทั้งโรงแรม เพราะ CPOR ในความหมายกว้างอาจรวม Rooms Department Cost หรือ Operating Cost รายการอื่นด้วย หากโรงแรมต้องการ Cost per Available Room, Cost per Guest หรือ Cost per Stay ก็ควรแยก Metric และ Denominator ใหม่ ไม่ใช้ผลลัพธ์เดียวกันแทนกัน

วิเคราะห์สาเหตุต้นทุนของใช้โรงแรมต่อห้องเพิ่มขึ้น

วิเคราะห์ต้นทุนต่อห้องอย่างไรให้รู้ว่าค่าใช้จ่ายเพิ่มจากราคา Usage หรือ Waste

เมื่อ Actual Cost เพิ่มขึ้น ไม่ควรสรุปทันทีว่า Supplier ขึ้นราคา ให้แยกดู Price Variance, Usage Variance, Waste/Loss และ Room Mix เป็นราย Item ก่อน เช่น Unit Price อาจเท่าเดิมแต่ Usage ต่อ Occupied Room เพิ่มขึ้น หรือ Pack Size เปลี่ยนจน Landed Unit Cost เปลี่ยน ขณะที่ Suite Mix ที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้ Average Amenity Cost สูงขึ้นเพราะ Room Standard แตกต่าง แม้ราคาของสินค้าแต่ละชิ้นไม่เปลี่ยน

จำนวนผู้เข้าพักก็มีผล เพราะบาง Item แจก Per Guest ขณะที่บาง Item จัด Per Room หรือ Per Stay หากเดือนหนึ่งมี Average Guests per Occupied Room

เปลี่ยน Consumption ของรายการ Per Guest อาจเพิ่มโดยไม่ใช่ Waste สำหรับ Textile ให้ตรวจ Laundry Cost, Repair และ Replacement ส่วน Amenity

ให้แยก Normal Replenishment ออกจาก Expired, Damaged Packaging หรือ Abnormal Loss เพื่อให้เห็นว่าค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นมาจากบริการปกติหรือจากความสูญเสีย

หากพบ Price Variance สามารถตรวจ Specification และราคาปัจจุบันจาก Product Candidate รวมถึง Aqua Hotel Supply หรือ Supplier ที่กำลังใช้งาน

แล้วคำนวณ Landed Unit Cost ใหม่ภายใต้ Unit เดียวกันได้ แต่ไม่ควรสรุปว่าสินค้าที่ราคาต่ำกว่าจะทำให้ต้นทุนต่อห้องลดลงเสมอ

เพราะสินค้าใหม่อาจมี Pack Size, Usage, Quality, Replacement หรือ Waste ต่างกัน เว็บไซต์ Aqua ปัจจุบันมีสินค้าห้องพักหลายหมวดสำหรับใช้สร้าง Candidate List แต่ราคา MOQ และเงื่อนไขล่าสุดต้องตรวจเป็นราย Item ก่อนทำ Price Variance Analysis

ข้อผิดพลาดที่ควรหลีกเลี่ยงเมื่อคำนวณต้นทุนของใช้โรงแรมต่อห้อง

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดคือบวกราคาของทุก Item ในห้องแล้วหารจำนวนห้องทันที หรือใช้ยอดซื้อของเดือนนั้นเป็น Consumption ทั้งหมดโดยไม่ดู Beginning และ Ending Stock อีกกรณีคือใช้จำนวนห้องทั้งหมดเป็นตัวหารทั้งที่ Metric ต้องการ Cost per Occupied Room รวมถึงนำ Usage คนละเดือนกับ Occupied Rooms มาหารกัน ทำให้ผลลัพธ์ไม่สะท้อนช่วงเวลาเดียวกัน แนวคิด CPOR เองก็ต้องกำหนด Period ให้ตรงระหว่าง Cost และ Occupied Rooms

อีกจุดคือคิดผ้าขนหนูหรือ Bathrobe เต็มราคาทุกครั้งที่ห้องมีผู้เข้าพัก คิดกาต้มน้ำหรือกล่องทิชชู่เต็มราคาทุกคืน ไม่รวม Laundry, Repair, Damage และ Loss หรือสมมติอายุผ้าและจำนวนรอบซักเพื่อให้สูตรคำนวณออกมาได้ การวิเคราะห์สินค้าหมุนเวียนควรอ้างอิง Actual Usage Cycle จาก Laundry / Housekeeping History ส่วนอุปกรณ์ใช้ซ้ำควรแยก Initial Purchase, Maintenance และ Replacement โดยวิธีเฉลี่ยต้นทุนเป็น Management Allocation ไม่ใช่กฎบัญชีสากล

สุดท้ายคือไม่แยก Room Type, Per Room กับ Per Guest, Opening Cost กับ Replenishment, Normal Consumption กับ Abnormal Loss หรือเปรียบเทียบ Supplier จากราคาคนละ Unit หากต้นทุนสูงขึ้นควรไล่ตาม Framework Room Standard → Item List → Unit Cost → Usage Rule → Actual Usage → Laundry/Replacement → Occupied Rooms → Cost per Room และวิเคราะห์ต่อเป็น Item → Unit Cost → Usage → Operational Cost → Room Nights → Variance ก่อนตัดสินใจว่าต้องเปลี่ยนสินค้า ลด Usage หรือเปลี่ยน Supplier

ต้นทุนต่อห้องที่ใช้บริหารได้ ต้องเริ่มจาก “ของที่ใช้จริง”

ต้นทุนของใช้โรงแรมต่อห้องไม่ควรเริ่มจากการถามว่าชุด Amenity ราคาเท่าไร แต่ต้องเริ่มจาก Room Standard และ Item List ก่อน เพื่อให้รู้ว่าสินค้าตัวใดเป็น Consumable ตัวใดเป็น Refill ตัวใดหมุนเวียนผ่าน Laundry และตัวใดเป็น Equipment ที่อยู่ในห้องหลายรอบ

จากนั้นจึงเชื่อม Landed Unit Cost กับ Actual Consumption และแยกค่า Laundry, Repair, Replacement, Waste, Damage และ Loss ตามประเภทสินค้า เมื่อต้องการ Cost per Occupied Room ต้องใช้ Occupied Rooms ของช่วงเวลาเดียวกันและกำหนด Scope ให้ชัดว่าเป็น Amenity Cost, Textile Cost หรือ Total Room Supply Cost

Framework ที่ควรเก็บเป็นระบบคือ Room Standard → Item List → Unit Cost → Usage Rule → Actual Usage → Laundry/Replacement → Occupied Rooms → Cost per Room เมื่อข้อมูลชุดนี้ต่อเนื่อง ฝ่าย Procurement, Housekeeping, Store, Laundry และ Finance จะสามารถเห็นได้ว่าต้นทุนเปลี่ยนจาก “ราคา” “การใช้” “Room Mix” หรือ “ความสูญเสีย” แทนการมองยอดซื้อเพียงอย่างเดียว

FAQ

ต้นทุนของใช้โรงแรมต่อห้องคิดอย่างไร?

ควรแยก Consumable, Refill, Textile, Reusable Equipment และ Replacement ก่อน สำหรับต้นทุนที่สัมพันธ์กับการเข้าพักสามารถนำมูลค่า Actual Consumption ในช่วงเวลาหนึ่งหารด้วย Occupied Rooms ในช่วงเวลาเดียวกัน ส่วนผ้าและอุปกรณ์ใช้ซ้ำต้องคำนวณต้นทุนตามรูปแบบการใช้งานจริง ไม่ควรใช้ราคาซื้อเต็มชิ้นทุกครั้ง

ควรใช้ราคาซื้อหรือราคาของที่ใช้จริงในการคำนวณ?

หากต้องการวิเคราะห์ Operating Cost ควรเน้น Consumption มากกว่ายอดซื้อ เพราะสินค้าที่ซื้อเข้ามาอาจยังอยู่ใน Inventory ยอดซื้อจึงสัมพันธ์กับ Cash Outlay และ Stock Value แต่ยังไม่ใช่ Usage ทั้งหมด การประเมิน Consumption สามารถใช้ Store Issue หรือ Stock Movement ที่ปรับ Beginning Stock, Purchase และ Ending Stock ตามระบบจริง

ผ้าขนหนูควรคิดต้นทุนต่อห้องอย่างไร?

ไม่ควรนำราคาซื้อผ้าทั้งผืนมาคิดเต็มทุกครั้งที่มีผู้เข้าพัก ควรเก็บ Purchase Cost, จำนวนครั้งใช้จริง Laundry, Drying, Repair, Damage และ Loss แล้วหาต้นทุนต่อครั้งใช้งานจากประวัติจริง ก่อนจัดสรรเข้าสู่ Room Supply Cost โดยห้ามสมมติจำนวนรอบซักหรืออายุผ้า

ทำไมต้นทุน Amenity ต่อห้องเพิ่มขึ้นทั้งที่ราคาสินค้าไม่เปลี่ยน?

สาเหตุอาจมาจาก Usage Rate ที่เพิ่ม จำนวน Guest เปลี่ยน Room Mix เปลี่ยน วิธีเติมหรือ Replacement Rule เปลี่ยน รวมถึง Waste, Loss หรือ Expiry จึงควรแยก Price Variance ออกจาก Usage และ Waste Variance ก่อนสรุปสาเหตุ

ใช้ราคาสินค้าจาก Aqua Hotel Supply คำนวณต้นทุนต่อห้องได้อย่างไร?

ควรเลือกรุ่นสินค้าที่ตรง Room Standard แล้วตรวจราคาล่าสุด Pack Size, Specification, MOQ, Shipping และ Custom Cost เพื่อหา Landed Unit Cost ก่อน จากนั้นจึงนำไปจับคู่กับ Room Set List และ Actual Usage ของโรงแรม ราคาสินค้าเพียงอย่างเดียวไม่สามารถใช้สรุป Cost per Room ได้

0
Would love your thoughts, please comment.x
()
x